“อาณาบริเวณซึ่งเป็นที่ตั้งของจังหวัดกาฬสินธุ์ปัจจุบันนี้ เติมเป็นถิ่นที่อยู่ของชาติละว้า ประมาณ พ.ศ. 1600 พระเจ้าอโนราธามังช่อกษัตริย์พม่าองค์หนึ่ง ได้แผ่อำนาจครอบคลุมมาถึงบริเวณนี้ กวาดต้อนผู้คนไปเป็นเชลยเป็นอันมาก พวกที่หวาดกลัวก็อพยพทิ้งบ้านเมืองหลบลี้ภัยไปทำให้เมืองร้าง จนกระทั่งปี พ.ศ. 2320 เจ้าโสมพะมิตร เกิดขัดใจกับพระเจ้าสิริสาร
เจ้าครองนครเวียงจันทร์จึงอพยพไพร่พลมาตั้งภูมิลำเนาอยู่หนองหารธาตุเชิงชุม (ที่ตั้งจังหวัดสกลนครในปัจจุบัน) ต่อมาอพยพมาตั้งอยู่ถิ่นฐานเมืองพรรณนานิคม (อำเภอพรรณนิคม) และในที่สุดไอ้อพยพมาตั้งถิ่นบานที่บริเวณจังหวัดกาฬสินธุ์ในปัจจุบันนี้ ครั้งแรกตั้งตัวเป็นอิสระไม่ขึ้นแก่ใคร อยู่มาได้ 10 ปีเศษ ประมาณ พ.ศ. 2334 เจ้าเมืองร้อยเอ็ดจึงนำเจ้าโสมพะมิตรไปเฝ้าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ขอเป็นเมืองขึ้นและขอพระราชทานชื่อเมือง จึงได้รับพระนามว่า “เมืองกาฬสินธุ์” พระราชทานบรรดาศักดิ์เจ้าโสมพระมิตรเป็น พระยาสุนทร เป็นเจ้าเมืองกาฬสินธุ์คนแรก วันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2456 ได้ยกฐานะเมืองกาฬสินธุ์ขึ้นเป็นจังหวัด ขึ้นตรงต่อมณฑลร้อยเอ็ด
วันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2474 การเศรษฐกิจตกต่ำ การเงินฝืดเคือง จึงยุลงเป็นอำเภอ ขึ้นอยู่ในความปกครองของจังหวัดมหาสารคาม
วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2490 ได้ยกฐานะขึ้นเป็นจังหวัดกาฬสินธุ์อีกครั้งหนึ่ง
จังหวัด กาฬสินธุ์ นั้นหากจะแปลกกันตรงๆ ก็หมายถึง “น้ำดำ” เพราะคำว่า “กาฬ” แปลว่า “ดำ” “สินธุ์” แปลว่า “น้ำ” นั่นแหละสาเหตุที่เมืองนี้ใช้ชื่อเช่นนี้ก็เพราะว่า สถานที่ตั้งเมืองกาฬสินธุ์แห้งนี้มีความอุดมสมบูรณ์มาก เพราะดินและน้ำดี
แต่ยังมีเรื่องเล่าสันนิฐานถึงที่มาของชื่อเมืองกาฬสินธุ์ อีกอย่างหนึ่งว่า ชื่อนี้หมายถึง “กาน้ำสีดำ” นิมิตที่จะได้ชื่อเมืองนี้มาก็เพราะเมือครั้งเจ้าเมืองร้อยเอ็ดนำเจ้าโสมพระมิตร ไปเฝ้าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอกฟ้าจุฬาโลก เพื่อทูลฯ ขอตั้งเมืองนั้น เจ้าโสมพะมิตรได้นำกาน้ำสีดำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายด้วย ดังนั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก จึงทรงตั้งชื่อว่าเมือง กาฬสินธุ์
ที่มา : สารคดีท่องเที่ยวเพื่อสนับสนุนการเดินทางและการท่องเที่ยว