ประวัติจังหวัดนครพนม
นครพนม เป็นเมืองแก่ตั้งแต่โบราณสมัยอาณาจักรโคตรบูร แรกทีเดียวเมืองนครพนมตั้งอยู่ฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง แล้วตอมาจึงได้ย้ายมาสู่แผ่นดินฝั่งขวา ตำนานพื้นเมองเล่าความเป็นมาของเมืองนี้กันหลายทาง ที่ปรากฏอยู่ในพงศาวดารเขมรก็มี พงศาวดารเหนือก็มี
นครพนม เป็นเมืองแก่ตั้งแต่โบราณสมัยอาณาจักรโคตรบูร แรกทีเดียวเมืองนครพนมตั้งอยู่ฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง แล้วตอมาจึงได้ย้ายมาสู่แผ่นดินฝั่งขวา ตำนานพื้นเมองเล่าความเป็นมาของเมืองนี้กันหลายทาง ที่ปรากฏอยู่ในพงศาวดารเขมรก็มี พงศาวดารเหนือก็มี
เรื่องเล่ากันว่า
มีบุตรเขยของเจ้าเมืองศรีสัตนาคนหุตคนหนึ่งชื่อ โคตะ ได้มาสร้างเมืองขึ้นเมืองหนึ่งที่ปากห้วยหินบูรณ์ ฝั่งซ้ายของลำน้ำโขง อันอยู่ตรงกันข้าวกับอำเภอท่าอุเทนของจังหวัดนครพนมในปัจจุบัน เมื่อสร้างเมืองเสร็จแล้ว ได้ขนานนามเมืองนี้ว่า เมืองศรีโคตรบูรณ์ ขึ้นต่อกรุงศรีสัตนาคนหุต หรือเมืองเวียงจันทร์นั่นเอง ต่อมาเมืองศีรโคตรบูรณ์ได้ย้ายมาตั้งตรงห้วยศรีมัง อันอยู่ใต้เมืองท่าแขกลาว เยื้องกับตัวเมืองนครพนมในปัจจุบันนี้ ตามประวัติเล่าว่าเมืองที่สร้างขึ้นใหม่ที่ห้วยศรัมังแห่งนี้ เปลี่ยนชื่อเป็นเมืองมรุกขนคร อันมีความหมายถึงเมืองแห่งขุนเข่า และยังอยู่กับเมืองเวียงจันทร์เรื่อยมา
จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. 2321 เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงดำรงพระยศ สมเด็จพระยามหากษัตริย์ศึก ทรงกรีฑาทัพมาตีเมืองเวียงจันทน์ได้ จนกระทั่งแผ่นดินล้านช้างตกเป็นประเทศราชของไทยนั้น ผืนแผ่นดินฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงโดยตลอดก็อยู่ในความปกครองของไทย จึงนับได้ว่ามรุกนคร เมืองต้นกำเนิดของนครพนม ได้อยู่ในความปกครองของไทยแต่นั้นเป็นตันมา
ต่อมาสมัยเมื่อท้าวพรหมเป็นเจ้าผู้ครองเมืองมรุกขนคร ในตอนต้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกนั่นอง จึงได้มีการย้ายที่ตั้งเมืองมรุกขนครจากฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงมาสู่แผ่นดินฝั่งขวาโดยตั้งตัวเมืองที่บ้านหนองจันทร์
ครั้งถึงปี พ.ศ. 2337 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกเมืองมรุกขนครขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ พร้อมกับเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น เมืองนครพนม ซึ่งก็ยังมีความหมายว่าเมืองแห่งขุนเขา อยู่อีกนั่นเอง คราวนี้เองที่ตำแหน่งเจ้าผู้ครองเมืองนครพนม มีบรรดาศักดิ์ราชทินนามเป็น พระนครานุรักษ์ แต่นั้นมา
หลังจากนั้นอีกไม่นาน ก็มีการย้ายที่ตั้งตัวเมืองจากบ้านหนองจันทร์ มาสร้างใหม่ที่บ้านโพธิ์คำ อันเป็นที่ตั้งตัวเมืองนครพนมทุกวันนี้
ที่มา : สารคดีท่องเทียวเพื่อสนับสนุนการเดินทางและการท่องเที่ยว