ท่องเที่ยวปัตตานี
ในบริเวณพื้นที่จังหวัดปัตตานี และใกล้เคียง มีแหล่งโบราณคดีชุมชนโบราณและเมืองโบราณหลายแห่ง เช่น เมืองโบราณปตานี เมืองโบราณยะรัง บ้านกรือเสาะ เมืองโบราณโกตาเตมางาน เมืองโบราณบ้านดอนเค็ด แหล่งป่านลาน แหล่งแม่ลาน แหล่งมายอ เป็นต้น เมืองโบราณยะรังมีซากเนินสิ่งก่อสร้างโบราณไม่น้อยกว่า 44 แห่ง นอกจากนี้ยังมีคูเมือง กำแพงเมือง ป้อมและสระน้ำโบราณ สิ่งก่อสร้างดังกล่าว สร้างซ้อนกันหลายสมัย เมืองโบราณแห่งนี้น่าจะเป็นศูนย์กลางของชุมชนในแถบนี้ มีความเจริญสูงสุดในพุทธศตวรรษที่ 12 และต่อเนื่องมาจนถึงพุทธศตวรรษที่ 21
ประชาชนในชุมชนโบราณโดยทั่วไปนับถือศาสนาฮินดู และศาสนาพุทธฝ่ายมหายาน ต่อมา เมื่อมีอิทธิพลของศาสนาอิสลาม จากราชวงศ์มัชปาหิตในชะวา แผ่อำนาจเข้ามาในปลายพุทธศตวรรษที่ 19 ศาสนาอิสลามจึงได้แพร่หลายอย่างมั่นคงในปัตตานี อันเนื่องจากการเปลี่ยนศาสนาของผู้ครองเมือง คือพญาอินทิรา ผู้สืบเชื้อสายจากพระเจ้ามะโรงมหาวงศ์ ได้เปลี่ยนจากการนับถือศาสนาพุทธศาสนา มานับถือศาสนาอิสลาม และเปลี่ยนพระนามเป็น อิสมาแอล ชาห์ มีการอพยพครอบครัว มุสลิมจากเมืองหรือรัฐที่อยู่ใกล้เคียง มาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่เมืองปาตานี ประชาชนที่นับถือพุทธศาสนาค่อย ๆ ลดอำนาจลง จนในที่สุดเมืองปัตตานีกลายเป็นชุมชนอิสลาม
ตามตำนานการสร้างเมือง ได้กล่าวย้อนหลังไปถึงสมัยปลายพุทธศตวรรษที่ 19 เรื่องการสร้างเมืองริมฝั่งแม่น้ำปัตตานี ซึ่งค้นพบว่า มีเมืองร่วมสมัยพุทธศตวรรษที่ 19 อยู่ในเขตยะรัง ชื่อเมืองประแว ต่อมาได้สร้างเมืองใหม่ขึ้นที่ใกล้ปากแม่น้ำปัตตานี เรียกเมืองปาตานี
นักวิชาการทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีเชื่อว่า ปัตตานีเป็นที่แวะพักจอดเรือ
เพื่อซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้า ระหว่างพ่อค้าชาวอินเดียทางตะวันตก กับพ่อค้าชาวจีนทางตะวันออก รวมทั้งชนพื้นเมือง และตามหมู่เกาะใกล้เคียง และเชื่อว่าปัตตานีเดิมเป็นอาณาจักรเก่าแก่ มีร่องรอยเมืองโบราณขนาดใหญ่ซ้อนทับกันถึง 3 เมือง พบโบราณวัตถุจำนวนมาก เช่น สถูปจำลองดินเผา พระพิมพ์ดินดิบ ดินเผาบางชิ้นมีตัวอักษรภาษาสันสกฤต เป็นคาถาเนื่องใน พุทธศาสนาฝ่ายมหายาน พระโพธิสัตว์สำริด โบราณวัตถุเหล่านี้ มีอายุอยู่ประมาณพุทธศตวรรษที่ 11-13
สมัยกรุงศรีอยุธยา
เมืองปัตตานีเป็นหัวเมืองฝ่ายใต้ปลายแหลมมลายู มีฐานะเป็นเมืองประเทศราชของกรุงศรีอยุธยา มาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (พ.ศ. 1991-2031) สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 (พ.ศ. 2034-2072) ทรงยินยอมให้โปรตุเกสเข้ามาตั้งสถานีการค้าในเมืองชายทะเล เช่น มะริด ตะนาวศรี นครศรีธรรมราช รวมทั้งเมืองปัตตานีด้วย ทำให้เมืองปัตตานีเป็นเมืองท่าหลักเมืองหนึ่ง เป็นที่ตั้งสถานีการค้าของพ่อค้าทั้งชาวตะวันออกและชาวตะวันตก
ในปี พ.ศ. 2092 ในรัชสมัยพระเจ้าจักรพรรดิ์ พม่ายกกองทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา พระยาตานีศรีสุลต่าน ได้นำทัพเรือประกอบด้วย เรือหย่าหยับ 200 ลำ ยกไปช่วยราชการสงคราม แต่เมื่อเห็นว่าทางกรุงศรีอยุธยาเสียทีแก่พม่า จึงถือโอกาสก่อการกบฎยกกำลังบุกเข้าไป ในพระบรมมหาราชวัง สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ ต้องเสด็จหนีข้ามฟากไปประทับบนเกาะมหาพราหมณ์ เมื่อกองทัพไทยรวบรวมกำลังกันได้แล้ว จึงยกกำลังเข้าตีกองกำลังเมืองปัตตานีแตกพ่ายไป ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2146 สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงมีรับสั่งให้ออกญาเดโชยกทัพไปตีเมืองปัตตานี แต่ไม่สำเร็จ เนื่องจากพ่อค้าชาวยุโรปได้ช่วยเหลือเมืองปัตตานี
ทั้งอาวุธปืนใหญ่และทรัพย์สินเงินทอง ในรัชสมัยสมเด็จพระเพทราชา (พ.ศ. 2231-2245) เมืองปัตตานีประกาศไม่ยอมขึ้นกับกรุงศรีอยุธยา ทำให้เมืองปัตตานีเป็นอิสระต่อเนื่องมาตลอดสมัยกรุงศรีอยุธยาและกรุงธนบุรี
สมัยกรุงรัตนโกสินทร์
ในปี พ.ศ. 2092 ในรัชสมัยพระเจ้าจักรพรรดิ์ พม่ายกกองทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา พระยาตานีศรีสุลต่าน ได้นำทัพเรือประกอบด้วย เรือหย่าหยับ 200 ลำ ยกไปช่วยราชการสงคราม แต่เมื่อเห็นว่าทางกรุงศรีอยุธยาเสียทีแก่พม่า จึงถือโอกาสก่อการกบฎยกกำลังบุกเข้าไป ในพระบรมมหาราชวัง สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ ต้องเสด็จหนีข้ามฟากไปประทับบนเกาะมหาพราหมณ์ เมื่อกองทัพไทยรวบรวมกำลังกันได้แล้ว จึงยกกำลังเข้าตีกองกำลังเมืองปัตตานีแตกพ่ายไป ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2146 สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงมีรับสั่งให้ออกญาเดโชยกทัพไปตีเมืองปัตตานี แต่ไม่สำเร็จ เนื่องจากพ่อค้าชาวยุโรปได้ช่วยเหลือเมืองปัตตานี
ทั้งอาวุธปืนใหญ่และทรัพย์สินเงินทอง ในรัชสมัยสมเด็จพระเพทราชา (พ.ศ. 2231-2245) เมืองปัตตานีประกาศไม่ยอมขึ้นกับกรุงศรีอยุธยา ทำให้เมืองปัตตานีเป็นอิสระต่อเนื่องมาตลอดสมัยกรุงศรีอยุธยาและกรุงธนบุรี
สมัยกรุงรัตนโกสินทร์
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (พ.ศ. 2325-2352) ได้โปรดเกล้า ฯ ให้ สมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ยกกองทัพลงไปปราบปรามพม่าที่มาตีหัวเมืองทางแหลมมลายูจนราบคาบ ในปี พ.ศ. 2328 กรมพระราชวังบวรได้เสด็จไปประทับที่เมืองสงขลา ให้ข้าหลวงเชิญกระแสรับสั่งออกไปยังหัวเมืองที่เหลือ คือ เมืองปัตตานี เมืองไทรบุรี และเมืองตรังกานู ให้มายอมเป็นเมืองขึ้นเช่นเดิม แต่สุลต่านมูฮัมมัด พระยาปัตตานีในขณะนั้นขัดขืน กรมพระราชวังบวร ฯ จึงมีรับสั่งให้ พระยากลาโหม ยกกองทัพไปตีเมืองปัตตานีได้ในปี พ.ศ. 2329 กวาดต้อนครอบครัวและศาสตราวุธได้เป็นจำนวนมาก รวมทั้งปืนใหญ่ 2 กระบอก แต่สามารถนำมาได้เพียงกระบอกเดียว ได้นำขึ้นน้อมเกล้า ฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระองค์ได้โปรดเกล้า ฯ ให้จารึกชื่อปืนว่า พญาตานี นับว่าเป็นปืนใหญ่ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของไทย ปัจจุบันได้ตั้งไว้ที่บริเวณสนามหน้ากระทรวงกลาโหม รวมกับปืนใหญ่โบราณอื่น ๆ อีกหลายสิบกระบอก
ในปี พ.ศ. 2332 ตนกุลามิดดิน เจ้าเมืองปัตตานี มีหนังสือไปชวนองค์เชียงสือ เจ้าเมืองอันนัมก๊ก ให้ร่วมกันตีหัวเมืองในพระราชอาณาจักรไทย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จึงได้โปรดเกล้า ฯ ให้ยกกองทัพไปตีเมืองปัตตานีอีกครั้งหนึ่ง ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2351 ดาโต๊ะปังกาลันได้ก่อความไม่สงบขึ้น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จึงได้โปรดเกล้า ฯ ให้เจ้าพระยาพลเทพ (บุนนาค) ยกกองทัพออกไปสมทบกับกำลังจากเมืองสงขลา พัทลุง และจะนะ ตีเมืองปัตตานีได้
ในรัชสมัยพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (พ.ศ. 2352-2367) ได้เกิดครามไม่สงบขึ้นบ่อยครั้ง จึงได้โปรดเกล้า ฯ ให้พระยาอภัยสงครามและพระยาสงขลา ผู้กำกับดูแลหัวเมืองมลายู แบ่งเมืองปัตตานีออกเป็น 7 หัวเมือง และแต่งตั้งให้พระยาเมืองเป็นผู้ปกครองตั้งแต่ปี พ.ศ. 2359 เป็นต้นมา ได้แก่เมืองปัตตานี เมืองยะหริ่ง เมืองสาย เมืองหนองจิก เมืองระแงะ เมืองรามันห์ และเมืองยะลา
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้า ฯ ให้ยกเลิกการปกครองแบบจตุสดมภ์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2435 ให้จัดการปกครองเป็นระบบเทศาภิบาล ในภาคใต้แบ่งออกเป็น 4 มณฑล เมืองปัตตานีขึ้นอยู่ในมณฑลนครศรีธรรมราช มีผู้ว่าราชการเมืองเป็นผู้ดูแล อยู่ในปกครองของข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑล ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2449 ได้โปรดเกล้า ฯ ให้แยกหัวเมืองที่ขึ้นกับมณฑลนครศรีธรรมราชทั้ง 7 หัวเมือง มาตั้งเป็นมณฑลปัตตานี พร้อมทั้งเปลี่ยนฐานะเมืองเป็นอำเภอและจังหวัด ได้แก่ จังหวัดปัตตานี จังหวัดสายบุรี และจังหวัดยะลา เมืองปัตตานีเดิมเปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอปะกาฮะรัง
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อปี พ.ศ. 2475 ได้ยุบเลิกมณฑลปัตตานี และให้คงสภาพเป็นจังหวัด ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2476 เป็นต้นมา จังหวัดปัตตานีปกครองโดยผู้ว่าราชการจังหวัด
ในปี พ.ศ. 2332 ตนกุลามิดดิน เจ้าเมืองปัตตานี มีหนังสือไปชวนองค์เชียงสือ เจ้าเมืองอันนัมก๊ก ให้ร่วมกันตีหัวเมืองในพระราชอาณาจักรไทย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จึงได้โปรดเกล้า ฯ ให้ยกกองทัพไปตีเมืองปัตตานีอีกครั้งหนึ่ง ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2351 ดาโต๊ะปังกาลันได้ก่อความไม่สงบขึ้น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จึงได้โปรดเกล้า ฯ ให้เจ้าพระยาพลเทพ (บุนนาค) ยกกองทัพออกไปสมทบกับกำลังจากเมืองสงขลา พัทลุง และจะนะ ตีเมืองปัตตานีได้
ในรัชสมัยพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (พ.ศ. 2352-2367) ได้เกิดครามไม่สงบขึ้นบ่อยครั้ง จึงได้โปรดเกล้า ฯ ให้พระยาอภัยสงครามและพระยาสงขลา ผู้กำกับดูแลหัวเมืองมลายู แบ่งเมืองปัตตานีออกเป็น 7 หัวเมือง และแต่งตั้งให้พระยาเมืองเป็นผู้ปกครองตั้งแต่ปี พ.ศ. 2359 เป็นต้นมา ได้แก่เมืองปัตตานี เมืองยะหริ่ง เมืองสาย เมืองหนองจิก เมืองระแงะ เมืองรามันห์ และเมืองยะลา
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้า ฯ ให้ยกเลิกการปกครองแบบจตุสดมภ์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2435 ให้จัดการปกครองเป็นระบบเทศาภิบาล ในภาคใต้แบ่งออกเป็น 4 มณฑล เมืองปัตตานีขึ้นอยู่ในมณฑลนครศรีธรรมราช มีผู้ว่าราชการเมืองเป็นผู้ดูแล อยู่ในปกครองของข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑล ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2449 ได้โปรดเกล้า ฯ ให้แยกหัวเมืองที่ขึ้นกับมณฑลนครศรีธรรมราชทั้ง 7 หัวเมือง มาตั้งเป็นมณฑลปัตตานี พร้อมทั้งเปลี่ยนฐานะเมืองเป็นอำเภอและจังหวัด ได้แก่ จังหวัดปัตตานี จังหวัดสายบุรี และจังหวัดยะลา เมืองปัตตานีเดิมเปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอปะกาฮะรัง
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อปี พ.ศ. 2475 ได้ยุบเลิกมณฑลปัตตานี และให้คงสภาพเป็นจังหวัด ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2476 เป็นต้นมา จังหวัดปัตตานีปกครองโดยผู้ว่าราชการจังหวัด