วันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ประวัติจังหวัดปัตตานี และประวัติจังหวัดอื่นๆ ท่องเที่ยวทั่วประเทศ

ประวัติจังหวัดปัตตานี


ท่องเที่ยวปัตตานี

ในบริเวณพื้นที่จังหวัดปัตตานี และใกล้เคียง  มีแหล่งโบราณคดีชุมชนโบราณและเมืองโบราณหลายแห่ง  เช่น เมืองโบราณปตานี  เมืองโบราณยะรัง  บ้านกรือเสาะ  เมืองโบราณโกตาเตมางาน  เมืองโบราณบ้านดอนเค็ด  แหล่งป่านลาน  แหล่งแม่ลาน  แหล่งมายอ  เป็นต้น  เมืองโบราณยะรังมีซากเนินสิ่งก่อสร้างโบราณไม่น้อยกว่า 44 แห่ง  นอกจากนี้ยังมีคูเมือง  กำแพงเมือง  ป้อมและสระน้ำโบราณ  สิ่งก่อสร้างดังกล่าว  สร้างซ้อนกันหลายสมัย  เมืองโบราณแห่งนี้น่าจะเป็นศูนย์กลางของชุมชนในแถบนี้  มีความเจริญสูงสุดในพุทธศตวรรษที่ 12 และต่อเนื่องมาจนถึงพุทธศตวรรษที่ 21 

            ประชาชนในชุมชนโบราณโดยทั่วไปนับถือศาสนาฮินดู และศาสนาพุทธฝ่ายมหายาน  ต่อมา เมื่อมีอิทธิพลของศาสนาอิสลาม  จากราชวงศ์มัชปาหิตในชะวา แผ่อำนาจเข้ามาในปลายพุทธศตวรรษที่ 19  ศาสนาอิสลามจึงได้แพร่หลายอย่างมั่นคงในปัตตานี  อันเนื่องจากการเปลี่ยนศาสนาของผู้ครองเมือง คือพญาอินทิรา ผู้สืบเชื้อสายจากพระเจ้ามะโรงมหาวงศ์ ได้เปลี่ยนจากการนับถือศาสนาพุทธศาสนา มานับถือศาสนาอิสลาม และเปลี่ยนพระนามเป็น อิสมาแอล ชาห์  มีการอพยพครอบครัว มุสลิมจากเมืองหรือรัฐที่อยู่ใกล้เคียง มาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่เมืองปาตานี  ประชาชนที่นับถือพุทธศาสนาค่อย ๆ ลดอำนาจลง จนในที่สุดเมืองปัตตานีกลายเป็นชุมชนอิสลาม
            ตามตำนานการสร้างเมือง  ได้กล่าวย้อนหลังไปถึงสมัยปลายพุทธศตวรรษที่ 19 เรื่องการสร้างเมืองริมฝั่งแม่น้ำปัตตานี ซึ่งค้นพบว่า มีเมืองร่วมสมัยพุทธศตวรรษที่ 19 อยู่ในเขตยะรัง ชื่อเมืองประแว  ต่อมาได้สร้างเมืองใหม่ขึ้นที่ใกล้ปากแม่น้ำปัตตานี เรียกเมืองปาตานี
            นักวิชาการทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีเชื่อว่า ปัตตานีเป็นที่แวะพักจอดเรือ
เพื่อซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้า ระหว่างพ่อค้าชาวอินเดียทางตะวันตก กับพ่อค้าชาวจีนทางตะวันออก รวมทั้งชนพื้นเมือง และตามหมู่เกาะใกล้เคียง  และเชื่อว่าปัตตานีเดิมเป็นอาณาจักรเก่าแก่ มีร่องรอยเมืองโบราณขนาดใหญ่ซ้อนทับกันถึง 3 เมือง  พบโบราณวัตถุจำนวนมาก เช่น สถูปจำลองดินเผา  พระพิมพ์ดินดิบ  ดินเผาบางชิ้นมีตัวอักษรภาษาสันสกฤต เป็นคาถาเนื่องใน พุทธศาสนาฝ่ายมหายาน  พระโพธิสัตว์สำริด  โบราณวัตถุเหล่านี้ มีอายุอยู่ประมาณพุทธศตวรรษที่ 11-13
สมัยกรุงศรีอยุธยา
            เมืองปัตตานีเป็นหัวเมืองฝ่ายใต้ปลายแหลมมลายู มีฐานะเป็นเมืองประเทศราชของกรุงศรีอยุธยา มาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (พ.ศ. 1991-2031)  สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2  (พ.ศ. 2034-2072) ทรงยินยอมให้โปรตุเกสเข้ามาตั้งสถานีการค้าในเมืองชายทะเล เช่น  มะริด  ตะนาวศรี  นครศรีธรรมราช รวมทั้งเมืองปัตตานีด้วย  ทำให้เมืองปัตตานีเป็นเมืองท่าหลักเมืองหนึ่ง  เป็นที่ตั้งสถานีการค้าของพ่อค้าทั้งชาวตะวันออกและชาวตะวันตก
            ในปี พ.ศ. 2092 ในรัชสมัยพระเจ้าจักรพรรดิ์  พม่ายกกองทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา พระยาตานีศรีสุลต่าน ได้นำทัพเรือประกอบด้วย เรือหย่าหยับ 200 ลำ  ยกไปช่วยราชการสงคราม  แต่เมื่อเห็นว่าทางกรุงศรีอยุธยาเสียทีแก่พม่า จึงถือโอกาสก่อการกบฎยกกำลังบุกเข้าไป ในพระบรมมหาราชวัง  สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ ต้องเสด็จหนีข้ามฟากไปประทับบนเกาะมหาพราหมณ์  เมื่อกองทัพไทยรวบรวมกำลังกันได้แล้ว  จึงยกกำลังเข้าตีกองกำลังเมืองปัตตานีแตกพ่ายไป  ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2146  สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงมีรับสั่งให้ออกญาเดโชยกทัพไปตีเมืองปัตตานี  แต่ไม่สำเร็จ เนื่องจากพ่อค้าชาวยุโรปได้ช่วยเหลือเมืองปัตตานี
ทั้งอาวุธปืนใหญ่และทรัพย์สินเงินทอง  ในรัชสมัยสมเด็จพระเพทราชา (พ.ศ. 2231-2245)  เมืองปัตตานีประกาศไม่ยอมขึ้นกับกรุงศรีอยุธยา  ทำให้เมืองปัตตานีเป็นอิสระต่อเนื่องมาตลอดสมัยกรุงศรีอยุธยาและกรุงธนบุรี
สมัยกรุงรัตนโกสินทร์

            ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (พ.ศ. 2325-2352) ได้โปรดเกล้า ฯ ให้ สมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท  ยกกองทัพลงไปปราบปรามพม่าที่มาตีหัวเมืองทางแหลมมลายูจนราบคาบ ในปี พ.ศ. 2328  กรมพระราชวังบวรได้เสด็จไปประทับที่เมืองสงขลา  ให้ข้าหลวงเชิญกระแสรับสั่งออกไปยังหัวเมืองที่เหลือ คือ  เมืองปัตตานี  เมืองไทรบุรี  และเมืองตรังกานู ให้มายอมเป็นเมืองขึ้นเช่นเดิม  แต่สุลต่านมูฮัมมัด พระยาปัตตานีในขณะนั้นขัดขืน กรมพระราชวังบวร ฯ  จึงมีรับสั่งให้ พระยากลาโหม ยกกองทัพไปตีเมืองปัตตานีได้ในปี พ.ศ. 2329  กวาดต้อนครอบครัวและศาสตราวุธได้เป็นจำนวนมาก รวมทั้งปืนใหญ่ 2 กระบอก  แต่สามารถนำมาได้เพียงกระบอกเดียว  ได้นำขึ้นน้อมเกล้า ฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช  พระองค์ได้โปรดเกล้า ฯ ให้จารึกชื่อปืนว่า พญาตานี  นับว่าเป็นปืนใหญ่ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของไทย  ปัจจุบันได้ตั้งไว้ที่บริเวณสนามหน้ากระทรวงกลาโหม รวมกับปืนใหญ่โบราณอื่น ๆ อีกหลายสิบกระบอก
            ในปี พ.ศ. 2332  ตนกุลามิดดิน  เจ้าเมืองปัตตานี  มีหนังสือไปชวนองค์เชียงสือ เจ้าเมืองอันนัมก๊ก ให้ร่วมกันตีหัวเมืองในพระราชอาณาจักรไทย  พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จึงได้โปรดเกล้า ฯ ให้ยกกองทัพไปตีเมืองปัตตานีอีกครั้งหนึ่ง  ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2351  ดาโต๊ะปังกาลันได้ก่อความไม่สงบขึ้น  พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จึงได้โปรดเกล้า ฯ ให้เจ้าพระยาพลเทพ (บุนนาค) ยกกองทัพออกไปสมทบกับกำลังจากเมืองสงขลา พัทลุง และจะนะ ตีเมืองปัตตานีได้
            ในรัชสมัยพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (พ.ศ. 2352-2367) ได้เกิดครามไม่สงบขึ้นบ่อยครั้ง จึงได้โปรดเกล้า ฯ ให้พระยาอภัยสงครามและพระยาสงขลา ผู้กำกับดูแลหัวเมืองมลายู แบ่งเมืองปัตตานีออกเป็น 7 หัวเมือง และแต่งตั้งให้พระยาเมืองเป็นผู้ปกครองตั้งแต่ปี พ.ศ. 2359  เป็นต้นมา  ได้แก่เมืองปัตตานี  เมืองยะหริ่ง  เมืองสาย  เมืองหนองจิก  เมืองระแงะ  เมืองรามันห์  และเมืองยะลา
            ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้า ฯ ให้ยกเลิกการปกครองแบบจตุสดมภ์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2435  ให้จัดการปกครองเป็นระบบเทศาภิบาล  ในภาคใต้แบ่งออกเป็น 4 มณฑล  เมืองปัตตานีขึ้นอยู่ในมณฑลนครศรีธรรมราช  มีผู้ว่าราชการเมืองเป็นผู้ดูแล  อยู่ในปกครองของข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑล  ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2449  ได้โปรดเกล้า ฯ ให้แยกหัวเมืองที่ขึ้นกับมณฑลนครศรีธรรมราชทั้ง 7 หัวเมือง มาตั้งเป็นมณฑลปัตตานี  พร้อมทั้งเปลี่ยนฐานะเมืองเป็นอำเภอและจังหวัด  ได้แก่ จังหวัดปัตตานี  จังหวัดสายบุรี  และจังหวัดยะลา  เมืองปัตตานีเดิมเปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอปะกาฮะรัง
            ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อปี พ.ศ. 2475  ได้ยุบเลิกมณฑลปัตตานี และให้คงสภาพเป็นจังหวัด  ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2476  เป็นต้นมา  จังหวัดปัตตานีปกครองโดยผู้ว่าราชการจังหวัด